Friday, July 10. 2009การใช้งานฟังก์ชั่น VLOOKUP
V ในคำว่า VLOOKUP ย่อมาจาก vertical (หรือแนวตั้ง) ใช้ VLOOKUP แทน HLOOKUP เมื่อค่าเปรียบเทียบของคุณอยู่ในคอลัมน์ทางด้านซ้ายของข้อมูลที่คุณต้องการ ค้นหา
ไวยากรณ์ VLOOKUP(lookup_value,table_array,col_index_num,range_lookup) lookup_value ค่าที่จะค้นหาในคอลัมน์แรกของตารางอาร์เรย์ (อา ร์เรย์: ใช้ในการสร้างสูตรที่จะให้ผลลัพธ์หลายค่า หรือใช้กับกลุ่มของอาร์กิวเมนต์ที่จัดเรียงอยู่ในรูปแถวและคอลัมน์ ช่วงอาร์เรย์จะใช้สูตรเดียวกัน ส่วนค่าคงที่อาร์เรย์ คือ กลุ่มของค่าคงที่ที่ใช้เป็นอาร์กิวเมนต์) ทั้งนี้ Lookup_value สามารถเป็นได้ทั้งค่าหรือการอ้างอิง หาก lookup_value น้อยกว่าค่าที่น้อยที่สุดในแถวแรกของ table_array ย่อมทำให้ VLOOKUP คืนค่าความผิดพลาด #N/A table_array คอลัมน์ ข้อมูลสองคอลัมน์หรือมากกว่า ใช้การอ้างอิงถึงช่วงหรือชื่อของช่วง ค่าในคอลัมน์แรกของ table_array คือค่าที่ค้นหาด้วย lookup_value ค่าเหล่านี้อาจเป็นข้อความ ตัวเลข หรือค่าทางตรรกะ ข้อความที่ใช้ตัวพิมพ์ใหญ่และตัวพิมพ์เล็กจะเทียบเท่ากัน col_index_num หมาย เลขคอลัมน์ใน table_array ซึ่งค่าภายในที่คุณต้องการจะถูกส่งกลับมา col_index_num ของ 1 จะส่งกลับค่าในคอลัมน์แรกใน table_array ส่วน col_index_num ของ 2 จะส่งกลับค่าคอลัมน์ที่สองใน table_array และอื่นๆ ถ้า col_index_num: น้อยกว่า 1, VLOOKUP จะคืนค่าความผิดพลาด #VALUE! มากกว่าจำนวนคอลัมน์ใน table_array ย่อมทำให้ VLOOKUP คืนค่าความผิดพลาด #REF! range_lookup ค่าตรรกะที่ระบุว่าคุณต้องการให้ VLOOKUP ค้นหาการจับคู่ที่ตรงกันหรือการจับคู่ที่เหมาะสม: ถ้าเป็น TRUE หรือไม่ใส่ค่าอะไรไว้ จะส่งการจับคู่ที่ตรงกันหรือที่เหมาะสมกลับมา ถ้าไม่พบการจับคู่ที่ตรงกัน ค่าที่ใกล้เคียงที่สุดที่น้อยกว่าค่า lookup_value จะถูกส่งกลับมา ค่า ในคอลัมน์แรกของ table_array ต้องเรียงตามลำดับจากน้อยไปหามาก ไม่เช่นนั้น VLOOKUP อาจไม่ได้ให้ค่าที่ถูกต้อง คุณสามารถเรียงค่าตามลำดับจากน้อยไปหามากได้ด้วยการเลือกคำสั่ง เรียงลำดับ จากเมนู ข้อมูล และเลือก จากน้อยไปหามาก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ การเรียงลำดับเริ่มต้น หาก FALSE ย่อมทำให้ VLOOKUP ค้นหาเฉพาะการจับคู่ที่ตรงกัน ในกรณีนี้ ค่าในคอลัมน์แรกของ table_array ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับ หากมีค่าสองค่าหรือมากกว่าในคอลัมน์แรกของ table_array ที่ตรงกับ lookup_value ค่าแรกที่พบจะถูกนำมาใช้ หากไม่พบการจับคู่ที่ตรงกัน ค่าความผิดพลาด #N/A จะถูกส่งคืน หมายเหตุ เมื่อ ค้นหาค่าของข้อความในคอลัมน์แรกของ table_array ดูให้แน่ใจว่า ข้อมูลในคอลัมน์แรกของ table_array ไม่มีเว้นวรรคนำ เว้นวรรคต่อท้าย ไม่มีการใช้เครื่องหมายอัญประกาศแบบตรง ( ' หรือ " ) และแบบโค้ง ( ‘ หรือ “) สลับกัน หรือ อักขระที่ไม่สามารถพิมพ์ได้ เพราะในกรณีเหล่านี้ VLOOKUP อาจให้ค่าที่ไม่ถูกต้องหรือไม่คาดคิดได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับฟังก์ชันต่างๆ ที่คุณสามารถนำมาใช้เพื่อทำความสะอาดข้อมูลของข้อความ โปรดดูที่ ฟังก์ชันข้อความและข้อมูล เมื่อ ค้นหาค่าที่เป็นตัวเลขหรือค่าที่เป็นวันที่ ดูให้แน่ใจว่า ข้อมูลในแถวแรกของ table_array ไม่ได้ถูกจัดเก็บไว้ในรูปค่าของข้อความ เพราะในกรณีนี้ VLOOKUP อาจให้ค่าที่ไม่ถูกต้องหรือไม่คาดคิดได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดดูที่ การแปลงตัวเลขที่จัดเก็บไว้ในรูปของข้อความเป็นตัวเลข * หาก range_lookup เป็น FALSE และ lookup_value เป็นข้อความ คุณจะสามารถใช้อักขระตัวแทน เครื่องหมายคำถาม (?) และเครื่องหมายดอกจัน (*) ใน lookup_value เครื่องหมายคำถามจะจับคู่กับอักขระตัวเดียว เครื่องหมายดอกจันจะจับคู่กับลำดับใดๆ ของอักขระ หากคุณต้องการค้นหาเครื่องหมายคำถามหรือเครื่องหมายดอกจันจริงๆ ให้พิมพ์เครื่องหมายการเว้นคำ (~) นำหน้าอักขระ Sunday, February 22. 2009คำสั่งพื้นฐานของ mySQL
หายไปนาน มาตอนนี้ขอเสนอให้นักศึกษา ได้เรียนรู้ ำสั่งที่ใช้และจำเป็นของ mySQL ก่อนนะครับ
เริ่มจากการเรียกดู ฐานข้อมูลที่เก็บของใน mySQL ![]() อย่าลืมนะครับว่า ฐานข้อมูล จะมีไว้สำรับจัดเก็บ ตารางข้อมูล ที่มีความสัมพันธ์กัน เริ่มสร้างฐานข้อมูล ที่ีชื่อว่า learning ด้วยการใช้คำสั่ง mysql> create database learning; Query OK, 1 row affected (0.01 sec) ตัรวจสอบว่า ฐานข้อมูล learning ถูกสร้าง ขึ้นมาจริงหรือไม่
Tuesday, January 27. 2009ทดลองใช้งาน MySQL ตอนที่ 1
หลังจากที่เราติดตั้งโปรแกรม MySQL ลงบนเครื่องเราแล้ว โปรแกรม MySQL นี้ใช้งานได้หลายรูปแบบ อาทิ บนหน้าต่างวินโดว์ หรือ การใช้งานผ่านทางคำสั่ง
ซึ่ง นักศึกษาที่เรียน วิทยาการคอมพิวเตอร์ จำเป็นที่จะต้องทราบการทำงาน การใช้งานคำสั่งเหล่านี้ มีไม่น้อย ที่ไม่ทราบถึงการใช้งาน พอจบออกไปทำงานก็ไม่สามารถใช้งานได้ (น่าสงสาร) เริ่มกันเลยครับ ผมเลือกใช้โปรแกรม Appserv เพื่อให้ลงโปรแกรม Apache และ MySQL ให้จะได้สะดวก นักศึกษาลองหามาลงนะครับ ถ้าติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ทดสอบด้วยการเข้าไปที่ run>cmd ลองใช้คำสั่ง mysql แล้วเคาะ Enter ดูนะครับ จะได้ผลตามรูปที่ 1 แสดงว่า ติดตั้งแล้วเรียกใช้งานได้ ![]() รูปที่ 1 ติดตั้งโปรแกรม MySQL ได้เรียบร้อย พิมพ์ help จะได้ผลตามรูปที่ 2 เพื่อเรียกดูคำสั่งที่จำเป็น mysql> help ![]() รูปที่ 2 การใช้คำสั่ง help เพิ่มชื่อผู้ใช้ให้กับ MySQL การเพิ่มชื่อผู้ใช้ ทำให้เราสามารถที่จะจัดการกับการสร้างฐานข้อมูลที่เกิดขึ้นมากมาย ว่าใครเป็นคนสร้าง และที่สำคัญเป็นการกำหนด ลำดับความสำคัญของการเข้ามาใช้งาน ในระบบฐานข้อมูลของเครื่องเรา สิทธิในการใช้งาน สามารถกำหนดให้ ผู้ใช้แต่ละคนได้ ดังนั้น ขั้นตอนนี้ควรให้ความสำคัญมากที่สุด มิเช่นนั้น ก็ต้องมานั่งเศร้ากับ ฐานข้อมูลที่ ไร้ความปลอดภัย Monday, January 26. 2009รู้จักระบบฐานข้อมูล ตอนที่ 2
ในบทความนี้ ให้คำจำกัดความของ ฐานข้อมูล ว่าเป็นกระบวนการรวบรวมและออกแบบ เพื่อจัดเก็บข้อมูล ด้วยการระบุความสัมพันธ์ระหว่างตารางข้อมูล
ถ้าเราไม่สามารถ ระบุความสัมพันธ์ระหว่างตารางข้อมูลได้ ก็ไม่สามารถนำตารางข้อมูลนั้นมาจัดเก็บลงในฐานข้อมูลเดียวกันได้ เช่น ฐานข้อมูลนักศึกษา จะประกอบด้วย [ตารางนักศึกษา]---->ลงทะเบียน<----- [ตารางการลงทะเบียน]---->เลือกรายวิชา<----- [ตารางรายวิชา] ---> เป็นการระบุว่า แต่ละตารางมีความสัมพันธ์กันอย่างไร เมื่อเราทราบว่า ฐานข้อมูล เกิดขึ้นมาได้อย่างไร ประกอบด้วยอะไรบ้าง นักศึกษาคงอยากจะทราบว่า ในการ สร้างฐานข้อมูล ขึ้นมาจะเริ่มที่ส่วนใดก่อนดี ตอบง่ายๆ ว่า เริ่มจากการคิดว่า สร้างมาทำไม? ในบทความตอนที่ 2 นี้ จะแนะนำวิธีการสร้างฐานข้อมูล ขึ้นมาใช้งาน ด้วยโปรแกรมสุดฮิต ที่ชื่อว่า MySQL เพื่อให้นักศึกษา ได้ทราบถึงขั้นตอนในการสร้างและัการใช้งานเบื้องต้น ก่อนอื่น ต้องมารู้จักโปรแกรม MySQL กันก่อน เจ้าตัวโปรแกรม MySQL เป็นโปรแกรมประเภทบริหารจัดการฐานข้อมูล นอกจากนี้ เรายังใช้ในการออกแบบฐานข้อมูลได้อีกด้วย หลายๆคนที่ยังไม่เคยใช้ อยากที่จะแนะนำให้ลองใช้งานดูนะครับ เข้าไปดาวโหลดได้ที่ http://www.mysql.com (ดีๆฟรีๆมีเยอะคร๊าบ) รู้จักระบบฐานข้อมูล ตอนที่ 1
ในปัจจุบัน ไม่มีใครที่ไม่รู้จักกับ ระบบการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้น
ถามว่า ดีขึ้นมากมายกว่าแต่ก่อนเยอะหรือไม่ คำตอบก็คือ เยอะมาก เช่น เราจะหาข้อมูลมาทำรายงานส่งอาจารย์ สมัยก่อน ก็ต้องนัดกันไปหาข้อมูลตามหนังสือ วารสาร ที่ห้องสมุด แต่ในปัจจุบัน เรานั่งหาข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อกับ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ที่บ้าน หรือที่มหาวิทยาลัยได้ทันที ความสะดวกของการจัดเก็บข้อมูลที่เป็นระบบ ทำให้ผู้ที่เข้ามาใช้งาน สะดวก และที่สำคัญข้อมูลที่เราจัดเก็บไว้ก็ไม่เสียปล่าว เพราะเราเก็บเพื่อการใช้งาน ในเมื่อมีการใช้งานมากๆ แสดงว่า ข้อมูลที่เราเก็บมีความสำคัญ เมื่อมีความสำคัญมากๆๆ ก็จะกลายเป็นความจำเป็นของทุกๆคน บทความนี้ นักศึกษาจะได้ทราบถึง ความจำเป็นในการจัดเก็บข้อมูล ที่รวบรวมข้อมูลไว้เพื่อให้สะดวกและรวดเร็วต่อการใช้งาน ที่เราเรียกกันว่า ฐานข้อมูล ซึ่งชื่อก็บอกแล้วว่า เป็นลักษณะของแหล่งจัดเก็บข้อมูล โดยเน้นไปที่การจัดเก็บข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ถามว่า ไม่ใช้คอมพิวเตอร์จะทำการจัดเก็บข้อมูลได้หรือไม่ คำตอบคือ ได้ โต๊ะทำงานของเรา หนังสือที่เราเก็บไว้อ่าน ทำรายงาน ทำการบ้าน ถ้าเราจัดเก็บไม่เป็นระเบียบ ก็ต้องใช้เวลาในการค้นหา หรือในทางกลับกัน ถ้าเอาหนังสือที่ต้องใช้บ่อยๆ อาทิ พจนานุกรม มาไว้ใกล้มือ ก็ไม่ต้องเสียเวลาเมื่อต้องการจากหาความหมายของคำศัพท์ที่ต้องการ ฐานข้อมูล มีชื่อเรียกว่า database อ่านว่า ดาต้าเบส (บางคนอาจออกเสียงเป็น เดต้าเบส ไม่ว่ากัน) เป็นวิธีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อก่อนให้เกิดความสะดวกในการใช้งาน และความปลอดภัยของข้อมูล ตัวข้อมูล หรือ data อ่านว่า ดาต้า จะมีลักษณะเฉพาะ กล่าวคือ จะประกอบด้วย ตัวเลขล้วนๆก็ได้ อาทิ เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน อายุ เป็นต้น ตัวอักษร (ไม่ว่าไทย หรือภาษาต่างประเทศ) แม้กระทั้ง ตัวอักขระ สัญลักษณ์พิเศษ ก็ถือเป็น ข้อมูลเช่นเดียวกัน การรวบรวมข้อมูล ที่มีความหมาย หรือ การได้ประโยชน์ร่วมกัน เราเรียกว่า field อ่านว่า ฟิลด์ เช่น กลุ่มตัวเลขที่แสดงถึง อายุ กลุ่มตัวอักษรที่แสดงถึง ชื่อหรือนามสกุล เป็นต้น การจัดเก็บ ฟิลด์ โดดๆ คงไม่ได้ประโยชน์อะไรมาก ถ้าเราสามารถที่จะนำเอา ฟิลด์ที่มีความหมายต่างๆมาสร้างให้เกิดประยชน์ได้มากขึ้น เราเรียกการรวบรวมฟิลด์ต้องนั้นว่า ตาราง หรือ table นั่นเอง ตัวอย่างเช่น เรานำเอา เลขประจำตัวนักศึกษา ชื่อ-นามสกุล มาจัดเก็บไว้ที่เดียวกัน เราเรียกว่า ตารางข้อมูลนักศึกษา ส่วน ฟิลด์นั่นๆจะกลายเป็น คุณสมบัติ หรือ properties ที่ใช้ระบุรายละเอียด ของตาราง STUDENT(IDNO,FULLNAME) ถามว่า ตารางจะเอาไปทำอะไรได้ เราบอกเลยว่า ตาราง มีประโยชน์จริงๆ ในเรื่องของการเรียกดู ค้นหาข้อมูล เช่น เมื่อเราต้องการทราบว่า นักศึกษาชื่อ หรือ มีรหัสประจำตัว ก็สามารถเรียกค้นดู จากตาราง STUDENT ได้ทันที รูปที่ 1 หนังสือ Introduction to Database ของ CJ.Date รูปที่ 1 เป็นหนังสือที่นักศึกษา ที่ต้องการมีคัมภีร์ ระบบฐานข้อมูล ควรที่จะมีไว้ เพื่อใช้เป็นการอ้างอิงการทำงานนะครับ Sunday, January 25. 2009เงื่อนไข If ของภาษาจาวา ตอนที่ 2
ในการเขียนเงื่อนไข
ภาษาจาวาเปิดโอกาสให้ใช้ ตัวกระทำ หรือ operator หลายตัวด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น > มากกว่า < น้อยกว่า >= มากกว่าหรือเท่ากับ <= น้อยกว่าหรือเท่ากับ != ไม่เท่ากัน นอกจากนี้ สามารถที่จะเขียนหลายๆเงื่อนไข แล้วเอามาเชื่อมด้วย && หมายถึง และ || หมา่ยถึง หรืือ ได้หมดครับลองศึกษาจากการเขียนในตัวอย่างนี้นะครับ ตัวอย่างที่ 1 if (a > 10) { // } ตัวอย่างที่ 2 if (a <=100) && (a>=0) { // } ![]() รูปที่ 1 ตัวอย่างการเขียนโปรแกรมด้วยการใช้ IF-statement จากรูปที่ 1 จะเห็นว่า โปรแกรมมี 2 คลาสด้วยกัน คือ คลาสที่ทำหน้าที่ในการกำหนดลักษณะการทำงานของวัตถุที่ชื่อว่า Checker และ คลาสของตัวโปรแกรมหลักที่มี ชื่อว่า Example5 เราจัดเก็บลงแฟ้มที่มีชื่อว่า Example5.java (ตามชื่อคลาสของโปรแกรมหลัก) มาดูกันที่ละคลาส คลาส Checker จะมี properties อยู่เพียงตัวเดียว คือ result ที่ทำหน้าที่เก็บค่าของการเปรียบเทียบ ส่วน methods จะมี - Bigger(int a, int b) ไว้ทำการเปรียบเทียบ การมากกว่า ของค่า a และ b - printResult() แสดงข้อความว่ามากกว่า หรือไม่ ข้อสังเกตุ โปรแกรมนี้ ทำการส่งผ่านค่าของ x และ y ทางวัตถุที่เราสร้างขึ้นคือ p1 เนื่องมากจาก ค่า x และ y ถูกกำหนดให้มีค่าเป็น 0 ทั้งสองค่า ผลการทำงานของโปรแกรมจึงออกมาเป็น ตามรูปที่ 2 ![]() รูปที่ 2 ผลการทำงานของโปรแกรม Example5.java เราจะทำการปรับเปลี่ยนโปรแกรมให้มีการทำงานที่มากขึ้น ด้วยการทดลองสร้างวัตถุตัวที่ 2 ที่มีชื่อว่า p2 และเปลี่ยนค่า x เป็น 15 และ y เป็น 5 ![]() รูปที่ 3 ปรับเปลี่ยนการทำงาน เงื่อนไข If ของภาษาจาวา ตอนที่ 1
ในบทความต่อไปนี้ นักศึกษาที่ต้องการเรียนรู้ ให้จาวามีความสามารถในการทดสอบเงื่อนไข จะได้เรียนรู้ด้วยการทดสอบจากชุดคำสั่ง IF
เงื่อนไข ตามภาษาจาวา หรือการเขียนโปรแกรมทั่วๆไป เค้าจะเรียกกันว่า condition อ่านว่า คอนดิชั่น (อ่านพร้อมกัน คร๊าบ...คอนนนน ดิิ ชั่น) ผลการทดสอบเงื่อนไข จะออกมาเป็น จริง(true) หรือ มั่ว (false) เค้าเรียกกันว่า จริงหรือเท็จครับ รูปแบบการเขียนนะครับ แบบที่ 1 แบบเด็กๆ เพราะ ทดสอบเป็นจริงแล้วทำงานเลย if (condition) { // คำสั่งที่ให้ทำเมื่อ เงื่อนไขเป็นจริง } แบบที่ 2 แบบวัยรุ่น แบบนี้ยากซับซ้อนขึ้นมาหน่อย เพราะว่า ทดสอบแล้ว เมื่อเป็นจริงให้ทำอีกอย่าง เป็นเท็จให้ทำอีกอย่าง เรียก กันว่ามีทางเลือกเพิ่มมาอีกนะครับ if (condition) { // คำสั่งที่ต้องการให้ทำ เมื่อผลการทดสอบออกมาเป็นจริง } else { // คำสั่งที่ให้ทำเมื่อผลออกมาเป็นเท็จ } แบบที่ 3 แบบผู้ใหญ่ แบบนี้ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า ผู้ใหญ่มีความซัีบซ้อน มีเรื่องคิดมาก ต้องการเงื่อนไขที่มีทางเลือกมากกว่าปกติ ดังนั้น เราต้องเขียนให้ค่อนข้างที่จะ มีทางเลือกมากๆๆๆ ด้วยการใช้ elseif และ switch มาช่วย if (condition1) { // ทางเลือกที่ 1 } elseif (condition2) { // ทางเลือกที่ 2 } else { // ไม่อยู่ในทางเลือกที่ 1 และ 2 } เป็นยังงัยบ้างละครับ งงกันหรือปล่าว เดี๋ยวผมจะทดลองเขียนเป็นโปรแกรมให้ดูนะครับ Saturday, January 24. 2009การตัดภาพจากหน้าจอ
เริ่มด้วยการสร้างภาพขึ้นมาใช้งานเอง เริ่มง่ายด้วยการกดที่ปุ่ม PrintScreen บนคีย์บอร์ดของเราเอง
ซึ่งการกดเช่นนี้ เป็นการเก็บเอาสิ่งที่กำลังแสดงบนจอภาพมาเก็บไว้ที่หน่วยความจำ (ไม่สามารถเก็บภาพที่เป็นพวก ภาพวิดีโอนะครับ) ตัวอย่างเช่น เมื่อผมเข้าไปที่เว็บ www.thaicoffees.com ตามภาพ ![]() รูปที่ 1 เว็บไซต์ที่ต้องการ ภาพที่ผมทดลองเก็บมาข้างต้น ได้มาจาก การเก็บลงไว้ที่หน่วยความจำของเครื่อง หลังจากนั้นก็ทำการเรียกโปรแกรม Adobe PhotoShop มา 1. เลือกที่เมนู File > New ตอบตกลง 2. กด Ctrl+V หรือ เลือกเมนู Edit > paste เลือก เครื่องมือ Crop ตามภาพ เพื่อทำการตัดบริเวณที่เราไม่ต้องการออกไป 1. ลากเมาส์เพื่อทำการเลืือก บริเวณที่เราต้องการ จากภาพข้างล่างนี้ ผมต้องการเลือกภาพของคนที่กำลังทำงาน ![]() จะเห็นว่า บริเว็นที่เราต้องการจะมีแนวเส้นปะล้อมรอบ 2. ปรับเปลี่ยนขอบของภาพให้ถูกต้อง ด้วยการ คลิกเลือกและลากบริเวณที่ต้องการ ด้วยการลากขอบของบริเวณเข้า-ออกตามต้องการ 3. เมื่อเลือกบริเวณที่ต้องการเรียบร้อยแล้ว ก็ทำการเลือกที่เครื่องมือ move ตามภาพ 4. วินโดว์ถาม เราเลือก Crop เพื่อตัดภาพตามบริเวณที่กำหนด รูปที่ 2 เครื่องมือ Crop รูปที่ 3 เครื่องมือ Move ผลที่ได้จากการตัดแต่งภาพ เรา ก็จะได้ภาพที่เรากำหนดตามบริเวณที่ต้องการ ซึ่งสามารถที่จะตัดแต่งได้จนเราพอใจ ทำการจัดเก็บลงไฟล์ใหม่ ด้วยการ 1 . เลือก File > Save for Web&Devices ![]() รูปที่ 4 เมนูที่ทำการจัดเก็บแฟ้ม 2. กำหนดประเภท ที่เราต้องการ จะให้เป็น JPG หรือ GIF ![]() รูปที่ 5 กำหนดประเภทแฟ้ม 3.กำหนดชื่อแฟ้ม ![]() รูปที่ 6 ตัวอย่างภาพที่ได้จากการตัดจากเว็บไซต์ Sunday, January 18. 2009ออกแบบ class ในจาวา
การสร้าง class ของจาวา เป็นารกำหนดความสามารถให้ วัตถุ ที่เราเอาไปใช้งาน ตัวอย่างที่ผ่านมา เราสร้าง class มา มี 2 ส่วนด้วยกัน
คือ ส่วนของข้อมูล (properties) และส่วนของการทำงาน (method) อาทิ เมื่อเราจะสร้าง รถยนต์ เราก็ต้องบอกว่า รถนี้ จะสีอะไร ราคาเท่าไร มีความกว้าง ความยาวของตัวรถกี่เมตร ส่วนนี้ คือ ส่วนข้อมูลที่รถยนต์ทุกคัน จะมีประกอบ เราเรียกข้อมูลที่อธิบายรถยนต์นี้ว่า properties กำหนดได้ ด้วยการระบุ ประเภท ชื่อข้อมูล; อาทิ float price; float width,height; String color; และความสามารถของรถยนต์ที่เราคิดได้ปกติๆ ก็คือ เดินหน้า ถอยหลัง สตาร์ทเครื่อง ดับเครื่องยนต์ เป็นต้น เราเรียกความสามารถที่เรา กำหนดว่า method การกำหนด method จะทำได้ง่ายด้วยวิธี ระบุ ประเภทการใช้งาน การส่งค่ากลับมาใช้งาน ชื่อความสามารถ(ข้อมูลที่ส่งไปทำงาน); และเขียนชุดคำสั่งให้ทำงาน ลงไประหว่างเครื่องหมาย { และ} อาทิ public void moveForward() { // Move your car forward } ดังนั้น เราจะออกแบบ class ขึ้นมาใช้งานจะออกแบบได้ดังนี้ class Car { // กำหนด Properties //กำหนด Method } จะนำ class นี้ ไปใช้งาน ผ่านทาง object ได้ด้วยการกำหนด Car honda = new Car(); คือการสร้าง object ขึ้นมา มีชื่อว่า honda กำหนดคุณสมบัติและความสามารถตาม Car Car toyota = new Car(); คือการสร้าง objectอีกตัว ขึ้นมา มีชื่อว่า toyota กำหนดคุณสมบัติและความสามารถตาม Car แนวคิดการสร้าง class เพื่อสร้าง object ของจาวา
จาวา สั่งให้วัตถุทำงานให้เรา เมื่อเราเขียนโปรแกรมหรือชุดดำสั่งใด ก็จะเหมือนเป็นการกำหนดลักษณะการทำงาน ให้กับ วัตถุ หรือ Object
ฟังไป ฟังมา ดูเหมือนงงๆ อะไร กันกับคำว่า object เอาง่ายๆเลยนะครับ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เอาเป็นว่า ถ้าเราให้จาวาทำงาน เราก็คิดประดิษฐ์การทำงาน หรือสร้างความสามารถให้มัน ยกตัวอย่างเช่น ผมต้องการจะสร้าง โปรแกรม แสดงข้อมูล ผมก็ต้องกำหนดความสามารถ ให้กับวัตถุผ่านทาง class ที่ผมผมตั้งชื่อว่า monitor ดูจากรูปต่อไปนี้ ![]() รูป การสร้าง class เพื่อ สร้าง Object จากตัวอย่าง ผมลองสร้าง class ที่มีชื่อว่า Monitor เพื่อกำหนดความสามารถในการแสดงข้อความ ผ่านทาง method ที่มีชื่อว่า showScreen ซึ่งข้อความส่งผ่านให้ method ผ่านทางตัวแปร t ในการดังกล่าว จะเก็บข้อมูลที่แสดงผลไว้ที่ ตัวแปร txt ส่วนการทำงาน ก็กำหนดลงในอีก class ที่มีชื่อว่า Example4 ที่เราจะใช้เป็นส่วนของโปรแกรมทำงาน การทำงานนี้ ![]() เมื่อสั่งให้ตรวจสอบการทำงานของโปรแกรม จะพบว่า มี ไฟล์ .class จำนวน 2 ไฟล์คือ Example4.class และ Monitor.class ![]() สั่งให้โปรแกรมทำงาน ผ่านทางการสร้าง object โปรแกรมทำงานได้สบายมากครับ Wednesday, January 14. 2009สร้างตัวแปร.....ไว้เก็บข้อมูลกันเถอะ
จาวาเปิดโอกาสให้เรา สร้างตัวแปรไว้เก็บข้อมูล ได้หลายรูปแบบด้วยกัน
ผมลองห้นักศึกษา ดู ตัวอย่างโปรแกรม นี้นะครับ ![]() รูปที่ 2 นักศึกษาคิดว่า คอมไพล์ผ่านหรือปล่าวครับ ![]() รูปที่ 3 ปรากฎว่า ไม่ผ่านครับ แจ้งว่า เราต้องกำหนดค่าให้กับตัวแปรที่เรากำหนดก่อนถึงจะเอามาใช้ได้ครับ อย่าลืมนะครับ โดนกันมาหลายราย.......เขียนก็ถูก ไมผิดได้งัยอ่ะ แก้ด้วยการ ![]() รูปที่ 4 มีใครสังเกตหรือปล่าวครับว่า การกำหนดค่าให้ตัวแปรชนิด float ต้องเติม F ต่อท้ายข้อมูลเพื่อบอกว่า เป็นทศนิยมด้วย!!! เริ่มทดสอบใหม่อีกครั้ง ![]() รูปที่ 5 ไม่มีปัญหาแล้วครับ ยังงัยทดลองมากๆนะครับ Tuesday, January 13. 2009สั่งให้โปรแกรมจาวา ทำงาน
เมื่อเราได้โปรแกรมที่เราเขียนเรียบร้อยแล้ว
ก็มาถึงการสั่งให้โปรแกรมทำงาน เรียกว่า การคอมไพล์ ซึ่งจาวา ต้องการโปรแกรม Compiler (ในกรณีนี้ เราไปดาว์โหลดได้ที่ http://java.sun.com) มาทำการแปลเป็นไฟล์ทำงาน ซึ่งโปรแกรมคอมไพล์เลอร์นี้ จะแจ้งข้อผิดพลาด ตรวจสอบการเขียนที่ถูกต้อง ให้เราทราบ ถ้าโปรแกรมยังมีข้อผิดพลาด (ส่วนมาก เจอกันทุกๆคน) ก็ต้องกลับไปแก้ไข แล้วมาทำการคอมไพล์ใหม่ การคอมไพล์ เริ่มด้วยการใช้คำสั่ดังต่อไปนี้ พิมพ์คำสั่ง javac แล้วตามด้วย ชื่อโปรแกรม อาทิ Example.java เป็นต้น ให้นักศึกษาทดลองดูตัวอย่างตาม รูปที่ 1 ![]() จากตัวอย่าง เราทดลองแปลโปรแกรม ด้วยคำสั่ง javac Example.java ผลการทำงาน จะไม่พบข้อผิดพลาด เราจึงใช้คำสั่ง dir เพื่อแสดงว่าผลการแปล จะสร้างไฟล์ที่เราใช้ทำงาน ที่มีชื่อว่า Example.class มาให้ เมื่อสั่งให้ทำงาน เราจึงใช้คำสั่ง java Example.class หรือจะพิพม์แค่ java Example ก็ได้ ผลการทำงานในโปรแกรม ก็ปรากฎข้อความ Hello...example ออกมา สรุปคือ นักศึกษา จะต้องทำ 2 ครั้ง คือการแปลด้วย javac และการทำงานด้วย java Monday, January 12. 2009แสดงข้อความด้วยจาวา
class Example
{ public static void main(String args[]) { System.out.println(" You enter your text here!"); // เขียนข้อความลงในเครื่องหมาย " " System.out.print("Display in the same line "); // ต่างจาก println ที่ เมื่อพิมพ์ข้อความแล้ว ไม่ต้องขึ้นบรรทัดใหม่ } } นักศึกษาต้องสังเกตุว่า - ทุกบรรทุดของคำสั่ง จะปิดท้ายด้วยเครื่องหมาย ; อ่านว่า เซมิคอลอน - โปรแกรมจะปิดหัวท้าย ด้วยเครื่องหมาย { } - โปรแกรมหลักที่ทำงาน คือส่วนของเมทท๊อดที่มีชื่อว่า main ที่กำหนดว่า public static void main(String args[]) { // เขียนคำสั่ง ลงในส่วนนี้ } - ข้อมูล หรือ คำสั่งที่ส่งให้โปรแกรมทำงานเราเรียกว่า parameter ซึ่งจะเขียนอยู่ในเครื่องหมาย ( ) อาทิ String args[] โดยที่ String คือ ประเภทของข้อมูล args คือ ชื่อของตัวแปรที่ใช้เก็บข้อมูล ส่วน args[] คือ การกำหนดให้เป็นตัวแปรที่สามารถเก็บข้อมูลได้หลายๆค่าในชื่อเดียวกัน ที่เราเรียกว่าตัวแปรประเภท array
(Page 1 of 2, totaling 17 entries)
» next page
|
Calendar
QuicksearchCategoriesSyndicate This BlogBlog AdministrationQuicksearch |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
